CFA for Career & Future in AI Era
o A: จริงและเห็นผลชัดเจนมากค่ะ ในมุมของการทำงาน การมีทักษะ CFA อย่างน้อย Level 1 จะทำให้คุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นทันที เพราะในโลกการทำงานจริง หัวหน้างานระดับ Senior มักจะไม่มีเวลามานั่งสอนงานหรือปูพื้นฐานใหม่ให้เยอะขนาดนั้น ความจริงในข้อนี้พิสูจน์ได้จากเคสจริงที่ Pink School เลยค่ะ เพราะบ่อยครั้งที่เราได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างานระดับ Senior หรือผู้บริหารในสายการเงิน ส่งลูกน้องในทีมมาลงทะเบียนเรียนคอร์ส Level 1 กับเราโดยตรง เพื่อต้องการให้คนในทีม "พูดภาษาการเงินเดียวกันรู้เรื่อง" และพร้อมลุยหน้างานจริงได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ค่ะ
o Let’s be honest ครูพิงค์อยากให้มองภาพความจริงของเส้นทางนี้ด้วยนะคะ : คุณวุฒิ CFA ไม่ใช่ยาวิเศษที่สอบผ่านปุ๊บแล้วเงินเดือนจะกระโดดไปหลายแสนทันทีในวันรุ่งขึ้นค่ะ เพราะวงการการเงินเป็นวงการที่ให้ค่ากับ "ชั่วโมงบินและประสบการณ์" ของเราแต่ละคนเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะค่ะ
👍 ก้าวแรก (Level 1 Passed): คุณอาจจะเริ่มสตาร์ทในตำแหน่ง Junior Analyst, Research Assistant หรือ Financial Analyst ระดับเริ่มต้น ด้วยฐานเงินเดือนที่จับต้องได้ประมาณ 35,000 – 60,000 บาท/เดือน
👌 ปลายทางระยะยาว (CFA Charterholder): หลังจากสอบผ่านครบ 3 Level คุณจะยังต้องเก็บประสบการณ์ทำงานจริงให้ครบ 4 ปีเพื่อขอรับใบอนุญาต (Charter) และต้องใช้เวลาสั่งสมผลงานและความเชี่ยวชาญ จังหวะเปลี่ยนงาน เพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับบริหาร ซึ่งอาจจะกินเวลาอีกประมาณ 8–10 ปีค่ะ แต่เมื่อคุณสะสมชั่วโมงบินจนถึงจุดนั้นได้สำเร็จ เพดานรายได้ในฝั่ง Asset Management, IB หรือตำแหน่ง CFO ของบริษัทจดทะเบียน จะมีโอกาสขยับขึ้นไปอยู่ที่ 250,000 – 400,000+ บาท/เดือน ได้อย่างมั่นคงและคุ้มค่ากับความทุ่มเทได้แน่ๆค่ะ
o A: CFA ยังจำเป็นและสำคัญมากค่ะ โดยเฉพาะถ้าคุณตั้งใจจะเติบโตในสาย Finance จริงๆ หรือมีเป้าหมายระยะยาวในการก้าวขึ้นสู่ระดับผู้บริหารในสายการเงินค่ะ
o เพราะความรู้ที่หลักสูตร CFA สอนนั้น ลึกและครอบคลุมความรู้ทุกหัวข้อที่สำคัญในจักรวาลการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ การวิเคราะห์โอกาสทำกำไร จิตวิทยา ทฤษฎีการจัดพอร์ต การบริหารความเสี่ยง หรือเรื่องจริยธรรม (Ethics) โดยเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทักษะทั่วไป แต่คือ "ภาษากลาง" ที่คนในวงการการเงินระดับสากลใช้สื่อสารกัน และยังเป็นสิ่งที่นายจ้างในสาย Asset Management, Investment Banking หรือ Private Wealth ยังให้ความสำคัญมากอยู่
o ที่สำคัญกว่านั้น การมี CFA คือการสร้าง ภาพลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญสายการเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นค่ะ ในโลกที่ทุกคนแข่งขันกัน การมีตัวตนที่ชัดในสายอาชีพสำคัญมาก คนในวงการจะรู้ทันทีว่าเราจริงจังและมีความรู้ที่ได้มาตรฐานสากล
o AI ช่วยได้เรื่องการคำนวณและสรุปข้อมูลปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว แต่สิ่งที่ลูกค้ายังต้องการคือ คนที่จะแนะนำ การตัดสินใจ (Judgment) การวิเคราะห์เชิงลึก ด้วยประสบการณ์และความน่าเชื่อถือร่วมด้วย ซึ่งคนที่ถือคุณวุฒิ CFA ยังตอบโจทย์ตรงนั้นอยู่ค่ะ
o คำแนะนำจากครูพิงค์ คือ ควรเริ่มที่การสร้างฐานรากการเงินให้แน่นก่อน แล้วค่อยมาเติม IT Skill บางอย่างเพิ่มเข้าไป เพื่อให้เราทำงานได้สมาร์ทและคล่องตัวขึ้นในโลกยุคใหม่ ดีกว่าพยายามวิ่งไล่เรียนทุกอย่างพร้อมกันจนล้าค่ะ เช่น:
🔑 อ่าน Dashboard และ Data Visualization เป็น: เพื่อดึงข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอทีม IT
🔑 ทำงานร่วมกับทีม Data ได้: รู้ว่าจะขอข้อมูลอะไร บอก Requirement ได้ถูกต้อง และตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาเป็น
🔑 ใช้ AI เป็นตัวช่วยในงานประจำวัน: เช่น ช่วยสรุป Report, ร่าง Memo หรือหา Insight เบื้องต้น เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ Judgment จริงๆ ค่ะ
o A: ถ้าระยะสั้นอยากรีบเข้าทำงานสายตรงอย่าง Risk Management, Quant หรือ Trader การเลือกสอบ FRM ก่อนเพื่อชิมลาง ก็ยังถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะตรงกับพื้นฐานคณิตศาสตร์และสถิติการคำนวณแบบเข้มข้นที่เรียนมาค่ะ (ซึ่งทาง Pink School เราก็มีคอร์ส Private Tutoring ดูแลติวสอบ FRM และ License อื่นๆ ด้วยนะคะ)
แต่ถ้ามองภาพรวมระยะยาวเพื่อเติบโตขึ้นสู่ระดับบริหารหรือต้องการความก้าวหน้าที่กว้างกว่า คุณวุฒิ CFA จะเปิดประตูสายงานที่ครอบคลุมภาพรวมธุรกิจได้กว้างกว่ามากค่ะ
นอกจากนี้เนื้อหา CFA ในส่วนที่ไม่ใช่การคำนวณ จะเน้นไปที่การเรียนรู้คำศัพท์การเงิน แนวคิดพื้นฐานที่จำเป็น ที่จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมงานในแผนกอื่นๆที่ไม่ได้มีพื้นฐานการเงินมาเป็นไปได้ อย่างราบรื่นมากขึ้นด้วยค่ะ
o A: ต่อยอดได้ดีมากและเป็นก้าวที่จะสร้างความได้เปรียบ ให้เส้นทางอาชีพได้กว้างขึ้นอีกในปัจจุบันค่ะ เพราะเนื้อหาหลักสูตรของ CFA นั้นสอนลึกซึ้งมากในเรื่องการวิเคราะห์งบการเงินขั้นสูง การประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งทักษะเหล่านี้คือ "หัวใจและโครงสร้างสำคัญ" ที่ช่วยให้คนทำงานสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับบริหารและเติบโตในสายการเงินองค์กรได้อย่างรวดเร็ว เพื่อมุ่งสู่ตำแหน่ง CFO ของบริษัทจดทะเบียน (ซึ่งมีเรตค่าตอบแทนระดับบริหารสูงถึง 320,000–800,000+ บาท/เดือนค่ะ)
o นี่คือจุดแข็งหลักที่ Pink School เราให้ความสำคัญและแตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิงค่ะ: เพราะผู้รับผิดชอบหลักสูตรและลงมือสอนนักเรียนด้วยตัวเองครบทุก Level คือ อาจารย์ปิยะ ผู้มีตำแหน่งเป็น CFO ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งทำให้อาจารย์มีประสบการณ์ทำงานตรงในการบริหารการเงินเชิงกลยุทธ์ (Strategic Finance) การวางโครงสร้างการระดมทุน การทำควบรวมกิจการ (M&A) รวมถึงการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) อยู่ในปัจจุบันค่ะ
o ดังนั้น นักเรียนที่ Pink School จึงไม่ได้เรียนแค่ทฤษฎีเก่า ๆ ในตำราเพื่อไปกาข้อสอบให้ผ่าน แต่หลายๆครั้ง จะได้รับการถ่ายทอด "วิธีคิด (Mindset) ระดับผู้บริหาร" จากตัวจริงในอุตสาหกรรม ที่จะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงเนื้อหา CFA ออกมาเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างความก้าวหน้าในองค์กรได้ทันทีตั้งแต่วันที่เริ่มเรียนค่ะ
o A: เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ ครูพิงค์อยากให้มองความแตกต่างของ 2 วุฒิบัตรนี้ในมุมของ "ขนาดของเม็ดเงินและขอบเขตการดูแล" ชัด ๆ แบบนี้ค่ะ:
✍️ CFA (Chartered Financial Analyst): เน้นการบริหาร "เงินก้อนใหญ่ระดับสถาบัน หรือกองทุนร้อยล้านพันล้าน" มุ่งลึกไปที่การวิเคราะห์หลักทรัพย์ขั้นสูง การทำ Valuation และการจัดพอร์ตลงทุนเชิงลึกในตลาดทุนระดับสากลค่ะ
✍️ CFP (Certified Financial Planner): เน้นการบริหาร "เงินก้อนในกระเป๋าของลูกค้ารายบุคคลและครอบครัว" ขอบเขตจะกว้างและครอบคลุมการวางแผนชีวิตรอบด้าน ตั้งแต่การวางแผนภาษี การจัดการมรดก การส่งต่อความมั่งคั่งข้ามรุ่น ไปจนถึงการวางแผนประกันประเภทต่างๆ ค่ะ
o จุดร่วมที่เสริมกันอย่างทรงพลัง: ในความเป็นจริงแล้ว หากคุณต้องการเติบโตในสายงานดูแลลูกค้ามั่งคั่งสูง (High Net Worth) การมีความรู้ของทั้ง 2 เรื่องนี้จะ "เสริมกันและทรงพลังมากๆ ค่ะ"
เพราะคุณจะสามารถใช้ตรรกะและโครงสร้างของ CFA ในการวิเคราะห์และจัดพอร์ตลงทุนเชิงลึกให้ลูกค้าได้อย่างเฉียบคม ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ศาสตร์ของ CFP เข้ามาช่วยดูแล แนะนำ และอุดรอยรั่วเรื่องภาษี มรดก หรือประกันให้ลูกค้าได้อย่างครบวงจรแบบ Total Wealth Solutions ซึ่งหาคนตัวจริงที่เข้าใจทั้งสองฝั่งได้ยากมากในตลาดค่ะ
o Let's be honest เรื่องค่าตัว: เช่นเดียวกับ FRM ค่ะ วุฒิบัตร CFP เป็น License ที่ไม่ได้สะท้อนเงินค่าตัวออกมาในรูปแบบของ "ฐานเงินเดือนประจำ" โดยตรงเหมือนกับ CFA
แต่อานุภาพของ CFP จะสะท้อนออกมาในรูปแบบของความน่าเชื่อถือที่สูงมาก ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้คุณเข้าถึงลูกค้าระดับ Asset ใหญ่ๆ ได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่รายได้ในฝั่ง Incentive, Commission หรือค่าธรรมเนียมการบริหารพอร์ตที่สูงขึ้นมหาศาลตามขนาดสินทรัพย์ที่คุณดูแลค่ะ
The Beginner to Pro Mindset
• A: ไหวแน่นอนและสบายใจได้เลยค่ะ เพราะเราเข้าใจความรู้สึกของการมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่บนเส้นทางที่ดูยากและท้าทาย
คอร์ส CFA Starter ของ Pink School จึงถูกออกแบบมาเพื่อปูพื้นฐานสำหรับผู้ที่ยังไม่มีพื้นฐานการเงินมาก่อน ย่อยศัพท์ยากและแนวคิดการอ่านงบการเงิน รวมถึงมัดรวมเนื้อหาในส่วน Pre-Requisite ของ Level 1 ให้เข้าใจง่ายอย่างเป็นขั้นตอนค่ะ
แต่ถึงแม้จะจบตรงสายมานะคะ นักเรียนส่วนใหญ่ที่มาเริ่มต้นสอบ CFA ก็จะมีความคุ้นเคยจริงๆประมาณไม่เกิน 3-4 หัวข้อ ของหลักสูตร CFA ค่ะ
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าพื้นฐานเดิม คือความตั้งใจและเวลาที่เพียงพอในการเตรียมตัวค่ะ จะได้มีเวลาอ่านทำความเข้าใจเนื้อหาในส่วนที่เราไม่เคยเรียน และฝึกฝนโจทย์จนชำนาญก่อนเดินเข้าห้องสอบค่ะ
• A: ไม่จำเป็นต้องเก่งระดับเจ้าของภาษาค่ะ ขอแค่ทักษะภาษาอังกฤษอยู่ในระดับพออ่านและเขียนได้ก็เพียงพอแล้วค่ะ ข้อสอบ Level 1 เป็นแบบปรนัย (MCQ) ล้วน ศัพท์ส่วนใหญ่เป็นศัพท์เทคนิคทางการเงินเฉพาะทาง ซึ่งเมื่อเราเริ่มอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เห็นคำศัพท์ผ่านตาบ่อยๆ ทำโจทย์มากๆ สมองจะคุ้นชินและแปลได้เองโดยอัตโนมัติค่ะ ในส่วนของ Level 2 และ Level 3 นั้น ถ้ามีพื้นฐานจาก Level 1 มาแล้ว จะมีความคุ้นเคยกับคำศัพท์การเงินมากขึ้นพอสมควร และ การเขียนตอบใน Level 3 นั้น จะอาศัยการฝึกฝนการตอบให้ตรง Keyword เป็นหลักค่ะ
• A: สำหรับรอบสอบของ CFA ทุกระดับในทุกๆปี จะมีรอบที่เริ่มในครึ่งปีแรก ช่วงเดือน Feb และ May ที่จะจับคู่ห่างกัน 6 เดือนกับ รอบที่เริ่มในครึ่งปีหลัง ได้แก่ Aug และ Nov อยู่เสมอนะคะ
ครูพิ้งแนะนำให้วางแผนเผื่อเวลาเตรียมตัวเริ่มอ่านอย่างน้อย 6 เดือนก่อนวันสอบค่ะ เผื่อจะได้มีเวลาปูพื้นฐานด้วยซักเดือนนึง ส่วนรอบสอบสำหรับ Level 1 รอบเดือนกุมภาพันธ์ (Feb) โดยธรรมชาติแล้วจะเป็นรอบที่ประหยัดเวลาได้ดีที่สุดค่ะ เพราะเป็น Fast Track ที่ถ้าสอบผ่าน จะสามารถต่อ Level 2 ในรอบสิงหาคม (Aug) ของปีเดียวกันได้เร็วที่สุดเลย
แต่ถ้าเรากำลังตัดสินใจเรื่องรอบสอบเพื่อให้ลงตัวกับเวลาของเราที่สุด ครูพิ้งจะแนะนำรอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละ Level ดังนี้ค่ะ สำหรับรอบสอบของ CFA ทุกระดับในทุกๆปี จะมีรอบที่เริ่มในครึ่งปีแรก ช่วงเดือน Feb และ May ที่จะจับคู่ห่างกัน 6 เดือนกับ รอบที่เริ่มในครึ่งปีหลัง ได้แก่ Aug และ Nov อยู่เสมอนะคะ
💎Level 1 จะมีทั้งหมด 4 รอบต่อปี ครูพิ้งจะแนะนำให้พยายาม เลือกรอบจับคู่ แบบ Feb/Aug (หรือ Nov) หรือ May/Nov ค่ะ เพื่อให้รอบปลายปีเป็นรอบสำรองที่จะใช้หนังสือชุดเดียวกันได้นะคะ จะคุ้มค่าในการลงสมัครสอบที่สุดค่ะ
💎Level 2 จะมีทั้งหมด 3 รอบต่อปี ได้แก่ May Aug Nov ครูพิ้งก็จะแนะนำให้เราเล็งมาตั้งแต่ Level 1 เลยค่ะ ว่าเร็วที่สุดที่เราจะเริ่มอ่าน Level 2 ได้น่าจะเป็นรอบไหน ถ้าเราสอบผ่าน L1 ที่รอบ Feb ปีแรก เราจะสามารถสอบ L2 เร็วที่สุดได้ที่รอบ Aug หรือ Nov ปีเดียวกันค่ะ แต่ถ้าเราสอบผ่าน L2 ที่รอบ May เราจะสามารถสอบ L2 ได้ที่รอบ Nov ปีเดียวกันค่ะ ส่วนถ้าเราสอบในครึ่งปีหลัง ที่รอบ Aug หรือ Nov รอบที่เร็วที่สุดที่เราจะเริ่มสอบ L2 ได้ จะเป็นรอบ May ปีถัดไปนะคะ
แต่รอบ Aug ของ L2 ก็มีลักษณะพิเศษอยู่เช่นกันค่ะ คือ ถ้าผ่าน เราจะสามารถสอบ L3 ในปีถัดไปได้เร็วขึ้นพร้อมกับมีรอบสำรอง ด้วยนะคะ
💎Level 3 จะมีทั้งหมด 2 รอบต่อปี ได้แก่ Feb/Aug นะคะ ดังนั้น ถ้าเคลียร์ Level 2 จบได้ปีก่อนหน้าในรอบ May หรือ Aug ปีถัดไป ก็จะได้เริ่มสอบ Level 3 ที่รอบ Feb มีรอบสำรองเป็น Aug แต่ถ้าเคลียร์จบที่ Nov ปีถัดไปก็จะได้สอบ L3 ที่รอบ Aug เพียงรอบเดียวนั่นเองค่ะ
• A: สมัครได้เลยค่ะ! เงื่อนไขของ CFA Institute คือคุณสามารถสมัครสอบ Level 1 ได้ตั้งแต่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 2 ของระดับปริญญาตรี (23 เดือนก่อนจบป.ตรี) เพื่อลงสอบในประเทศที่คุณอยู่ ไม่ว่าจะเรียนสาขาอะไรก็ตามค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องใช้มีเพียง 2 อย่างคือ พาสปอร์ต (Passport) ที่ยังไม่หมดอายุในวันสอบ และบัตรเครดิตสำหรับชำระค่าสมัครผ่านเว็บไซต์ค่ะ แต่หากจะสอบ Level 2 ต่อ ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไปค่ะ
•A: มีแน่นอนค่ะ ครูพิ้งก็เป็นคนนึงค่ะ ที่คิดเลขช้า และไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูงมากๆ รู้เรื่อง แต่ก็ยังสอบผ่านได้ในครั้งแรกทุกเลเวล เพราะเท่าที่ครูพิ้งสังเกต ทักษะที่จำเป็นในการคำนวณใน CFA เป็นทักษะที่ไม่ได้สูงเกินพื้นฐานบวกลบคูณหารทั่วไป แต่จำเป็นต้องใช้ Logic ในการตีความโจทย์ และแทนค่าสูตรให้ถูกต้อง แม่นยำ ตามสมการ ตัวแปร และ สมมติฐานของเราพอสมควร ดังนั้นผู้ช่วยที่ดีที่สุดในห้องสอบของเรา คือ เครื่องคิดเลข TI BA II Plus รุ่นที่เค้าอนุญาตให้ใช้ในห้องสอบนี่แหล่ะค่ะ ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆนะคะ โดยที่โรงเรียนของเราก็จะมีคลาสพื้นฐานของเครื่องคิดเลขตัวนี้แถมให้โดยเฉพาะในแพคเกจ Bundle มีสอนการตั้งค่าและเทคนิคการใช้งานโดยเฉพาะ ตั้งแต่เซ็ตค่าพื้นฐาน ไปจนถึงสูตรลัดในการกดหาค่าต่างๆ เพื่อประหยัดเวลาและสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับนักเรียนก่อนวันสอบจริงค่ะ
The Ultimate CFA Prep
•A: ที่นี่เราเรียนด้วยระบบ Online 100% ที่มีความยืดหยุ่นสูงมากค่ะ ช่วยให้คนเริ่มทำงานที่เวลาน้อย สามารถทยอยเก็บเนื้อหาตามเวลาที่สะดวกผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ การเรียนจะมีทั้ง Live Session ให้พูดคุย สอบถามกับอาจารย์ โดยตรงทั้งในคลาสและนอกเวลาเรียน และวีดีโอทบทวนที่อัดเก็บไว้ในระบบเปิดล่วงหน้าให้ดูย้อนหลังได้ตลอด จนถึงหลังวันสอบ 2 เดือนเลยค่ะ
โดย 3 คอร์สหลักของเรานั้น จะมีตั้งแต่ คอร์สปูพื้นฐาน 1 เดือน (CFA Starter), คอร์สติวสอบครั้งแรกทุกระดับ 4 เดือน (CFA Advance), คอร์สติวสอบซ้ำ 3 เดือน (CFA Restart) ครบทั้ง 3 เลเวล วนไปตามรอบสอบทุกปีค่ะ
นอกจากนี้ เรายังจัดแพคเกจขึ้นมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดความกังวลในรูปแบบต่างๆของการเตรียมสอบไว้ให้เรียบร้อยเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแพจเกจปูพื้นฐานพร้อมติวสำหรับคนสอบครั้งแรก, แพคเกจสำหรับเตรียมฮีลใจคนสอบไม่ผ่านหรือกลัวสอบไม่ผ่าน หรือ แพจเกจแบบเตรียมสอบแบบสบายใจตลอดปี ตั้งแต่ต้นจนจบเลเวล 1 [ สามารถสอบถามเพิ่มเติมมายังครูพิ้ง ที่ Line Official : @pinkschools ได้เลยค่ะ ]
•A: เป็นไปได้ว่า ปัจจุบันเนื้อหาใน CFA Level 1 มีการดึงความรู้พื้นฐานบางส่วนออกมาเป็น Pre-Requisite Study ที่เราต้องไปอ่านเองก่อนมาเริ่มเข้าสู่เนื้อหาหลักใน Level 1 นะคะ ดังนั้นเนื้อหาหลักในช่วงแรกอาจจะถูกตัดสั้นและข้ามการอธิบายที่มาที่ไป
หากน้องเพิ่งนับหนึ่ง แล้วกระโดดข้ามพาร์ท Pre-requisite ไปอ่านเนื้อหาหลักหรืออ่านสรุปเลย จะเจอ "กำแพงศัพท์เทคนิคใหม่" จนสมองตื้อและท้อได้ค่ะ การมีโอกาสได้ปูพื้นความรู้ ค่อยๆ สร้างสะพานเชื่อมให้ตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยคลาส CFA Starter จึงช่วยให้เข้าใจเร็วกว่าและไม่หลงทางค่ะ
CFA Starter มีประโยชน์มากสำหรับคนที่สอบครั้งแรกค่ะ เพราะวิธีการตั้งคำถามและเนื้อหาของหลักสูตร CFA มีมิติที่ลึกและเน้นการประยุกต์ใช้งานจริงระดับสากล ซึ่งอาจจะต่างจากสิ่งที่เราเคยเรียนในสมัยมหาวิทยาลัย
การมาเริ่มด้วยการปรับพื้นฐานในคอร์ส CFA Starter + Pre-requisite ที่มีเนื้อหาอัดแน่นถึง 54 ชั่วโมงเต็ม (ทั้งOverview ของเนื้อหาหลักใน CFA Level 1 + Pre-Requisite Study ในวิชา สถิติ, เศรษฐศาสตร์ และบัญชีขั้นสูง) น่าจะพอช่วยอุ่นเครื่องให้สมองเราเตรียมสะพานเชื่อมพร้อมรับข้อมุลชุดใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดอาการ "สะดุด" เวลาไปลุยเนื้อหาหลักของ Level 1 ใน CFA Advance อีกเกือบ 200 ชม.ค่ะ
•A : สำหรับคอร์สติวสอบ CFA ของเรานั้น มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนที่ไหน คือมีการแบ่งคลาสให้ชัดเจนระหว่างผุ้ที่ยังไม่เคยลงสอบเลย กับผู้ที่เคยสอบมาแล้วแต่ยังไม่ผ่าน โดยมีผู้สนใจคลาสของเราสอบถามกันมาบ่อย และมักจะสับสนระหว่างการเลือกลงเรียนสองคอร์สนี้ ซึ่งครูพิ้งเองก็ยินดีที่จะมาอธิบายรายละเอียดที่สำคัญให้ฟังกันในวันนี้ค่ะ
ลักษณะของผู้เรียน
✍️CFA Advance : ผู้เรียนไม่เคยสอบในระดับนั้นๆมาก่อนเลย เป็นผู้มีพื้นความรู้ตรงสายหรือได้ปูพื้นความรู้จากคลาส CFA Starter มาแล้ว โดยหากเป็นผู้ที่เคยสอบมาก็อาจจะยังไม่เคยอ่านเนื้อหาทั้งหมดจนจบ เคยทำแบบฝึกหัดมาน้อย ครูพิ้งจึงแนะนำให้พิจารณาเริ่มต้น Cover เนื้อหากันใหม่กับคลาสนี้ค่ะ
✍️CFA Restart : ผู้เรียนเคยลงสอบมาแล้วภายในสองรอบล่าสุด ได้คะแนนอยู่ในช่วงที่ใกล้ผ่าน โดยการประเมินของอาจารย์ปิยะ มีความพร้อมพอสมควรจากการเตรียมตัวในรอบที่ผ่านมา เคยอ่านเนื้อหาจนจบ แต่อาจติดปัญหาส่วนตัวในเรื่องของความเข้าใจ หรือ เทคนิคการทำข้อสอบที่ทำให้ยังไม่สามารถผ่านไปได้ในรอบล่าสุด
ความจำเป็นที่ต้องแยกคลาสกัน ระหว่าง CFA Advance กับ CFA Restart
• ผู้เรียนที่ไม่เคยสอบเลย จำเป็นต้องได้รับการปูพื้นความรู้ให้ครบทุกหัวข้อ ในขณะที่ผู้ที่เคยสอบมาแล้ว อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากเท่าเดิมในการทบทวนความรู้ใหม่ทั้งหมด
• ผู้เรียนที่ไม่เคยสอบเลย จะยังไม่เคยเห็นข้อสอบ ซึ่งทำให้การเตรียมตัวจะยังนึกภาพการถูกข้อสอบจริงๆหลอกได้ไม่ชัดเท่าผู้เรียนที่เคยผ่านการสอบมาแล้ว โดยผู้เรียนที่เคยสอบจะจดจำปัญหาที่ตัวเองได้พบในระหว่างทำข้อสอบและมีสไตล์การถามคำถามที่ต่างจากผู้ที่สอบครั้งแรก ซึ่งอาจารย์จะสามารถช่วยนักเรียนแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าหากมีการแยกผู้เรียนสองประเภทออกจากกัน
• ผู้เรียนที่เคยสอบไม่ผ่าน จะได้รับประโยชน์จากการที่อาจารย์ช่วยสรุปเนื้อหาสำคัญให้ใหม่โดยตัวเองจะสามารถเห็นข้อบกพร่องของตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่าในรอบที่ผ่านมาตัวเองยังมีจุดอ่อนในเรื่องใด
จำนวนชั่วโมง :
CFA Advance : ประมาณ 190 ชั่วโมง 4 เดือน
CFA Restart : 150 ชั่วโมง 3 เดือน เริ่มต้นหลัง CFA Advance 1 เดือน
สไตล์การสอนช่วง Lecture ( ช่วง Mock Exam จะรวมเป็นคลาสเดียวกัน ) :
CFA Advance : เน้นครอบคลุมเนื้อหาให้ครบตาม Curriculum
CFA Restart : เน้นสรุปเนื้อหาสำคัญของแต่ละหัวข้อ และ Cross Check ความแม่นยำในเนื้อหาของนักเรียนให้สมบูรณ์
ราคา :
CFA Advance 1,2 : 52,000-55,000
CFA Restart 1,2 : 40,000 - 44,000
หมายเหตุ : ถึงแม้ว่าราคาของ CFA Restart จะถูกกว่า CFA Advance แต่เวลาที่จะให้จะน้อยกว่า รวมถึงสไตล์การสอนที่จะไม่สามารถครอบคลุมได้ครบทุกรายละเอียดปลีกย่อยในเวลาที่ให้
ดังนั้นการประเมินนักเรียนแต่ละท่านเพื่อรับเข้าเรียนคลาสนี้ จะอยู่ที่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคลที่ทางโรงเรียนประเมินโดยดูจากคะแนนสอบที่เคยผ่านมา และแนวทางการเตรียมตัวที่ผ่านมา เป็นหลักนะคะ
เนื่องจากว่าหากนักเรียนต้องการเลือกลง CFA Restart อย่างเดียว แต่พื้นความรู้ไม่เพียงพอทางโรงเรียนก็อาจจะต้องขอแนะนำให้พิจารณาลง CFA Advance แทน หรือ ลงคลาสแบบ Bundle เพื่อเรียนควบคู่กัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวผู้เรียนในการสอบผ่านให้เร็วที่สุดเองค่ะ
• A: เรื่องการสอบผ่านนี่ไม่มีโรงเรียนไหนรับประกันได้เลยค่ะ เพราะความสำเร็จต้องขึ้นอยู่กับการ follow through ตามแพลนอ่านหนังสือที่วางไว้กับอ.ปิยะ และ การลงมือฝึกทำโจทย์ของตัวนักเรียนเอง
แต่สิ่งที่จะเป็นจุดชี้วัดที่สูงมากในเรื่องการสอบผ่านนั้น คือระดับของคะแนน mock exam ในช่วงใกล้สอบค่ะ และ อาจารย์ปิยะก็มักจะ monitor คะแนนในช่วงนั้นให้นักเรียนค่อนข้างใกล้ชิด
นอกจากนี้เราตั้งใจไม่ใช้ระบบ "เรียนได้เรื่อยๆ จนกว่าจะผ่าน" มาเป็นตัวขับเคลื่อนการเตรียมสอบ เพราะประสบการณ์จริงพิสูจน์แล้วว่า Deadline คือแรงกระตุ้นที่ดีที่สุดค่ะ
นักเรียนที่รู้ว่าคอร์สมีกรอบเวลาชัดเจน วีดีโอมีวันหมดอายุ การสมัครสอบคืนเงินไม่ได้ จะตั้งใจอ่าน ฝึกฝนโจทย์ และ มีโอกาสผ่านมากกว่า
เพราะยังไงถ้า Commit ตัวเอง ลงทุนค่าสอบค่าเรียนมาแล้ว ต้องลองมาฮึบด้วยกันดูซักรอบนะคะ 💪🏻
• A: ทำได้แน่นอนค่ะ ที่ Pink School เราพร้อมสนับสนุนการเรียนของนักเรียนทุกคนให้มีความยืดหยุ่นลงตัวกับเวลาที่มีสูงสุดเสมอ เพื่อความสบายใจของทุกคนค่ะ โดยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นเรียนสดเร็วกว่ารอบสอบตัวเอง ก็สามารถทำได้ ด้วย Extended Course Option หรือ การเลื่อนคอร์ส เรียนออกไปเนื่องจากไม่สามารถลงสอบในรอบที่สมัครนั้นๆ ได้ด้วย Class Deferral Policy ของเราจนกว่าจะพร้อมกลับมาเริ่มสอบใหม่อีกครั้ง สามารถติดต่อครูพิ้งเพื่อสอบถามวิธีการปรับเวลาเรียนที่เหมาะสมใน Line Official : @pinkschools ได้เลยนะคะ
Workshops and Private Trainings
•A: Pink School มีหลักสูตรสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการสอบหลายแบบค่ะ
• One-Day Corporate Workshop — Standard Syllabus สำหรับพนักงานองค์กร Non-finance ทุกระดับ ตั้งแต่ Staff จนถึง Executive ค่ะ
• Private Workshop On Demand — ปรับแต่ง Syllabus ได้เพิ่มเติมตามความต้องการเฉพาะขององค์กรค่ะ
• Private Coaching — สามารถเลือกเรียนเนื้อหา CFA และ License อื่นๆ อย่าง FRM โดยไม่ต้องสอบ หรือเรียนเฉพาะ Level ที่สนใจค่ะ
• Private Tutoring — สำหรับนักศึกษา ป.ตรี-ป.โท ที่ต้องการที่ปรึกษาการเรียนในวิชาที่ไม่เข้าใจ หรือ Assignment เฉพาะหัวข้อค่ะ
•A: คอร์สนี้ จะเหมาะกับทุกองค์กรที่ต้องการพัฒนาทักษะทางการเงินให้กับพนักงานค่ะ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทประกัน บริษัทจดทะเบียน หรือองค์กรทั่วไปที่มีทีมการเงินค่ะ เรามี Standard Syllabus 6 ชั่วโมงสำหรับแต่ละระดับ ทั้ง Staff / Manager / Executive พร้อมให้เลือกได้เลยค่ะ
•A: สามารถจัดทำได้ตามคำขอเป็นส่วนใหญ่ค่ะ และนี่คือจุดแข็งของ Pink School เลยนะคะ นอกจาก Standard Syllabus ที่มีอยู่แล้ว เรายังสามารถปรับแต่ง Syllabus เพิ่มเติมตามปัญหาหน้างานจริงหรือความต้องการเฉพาะขององค์กรได้ค่ะ โดยจะสรุปจำนวนชั่วโมงและเสนอราคาให้หลังจากทราบความต้องการแล้วค่ะ ซึ่งสถาบันอบรมขนาดใหญ่ทั่วไปอาจทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะต้องสอนตามหลักสูตรและเวลาที่วางไว้เท่านั้นค่ะ
•A: Private Coaching คือการเรียนเนื้อหา CFA, FRM และ License อื่นๆแบบส่วนตัวกับอาจารย์ปิยะโดยตรงค่ะ สามารถเลือกเรียนเฉพาะ Level หรือเฉพาะวิชาที่สนใจได้เลย โดยไม่ต้องลงสอบก็ได้ค่ะ และหากต้องการสอบในภายหลัง ก็สามารถ upgrade แพคเกจอบรมเพิ่มเติมได้ค่ะ
ส่วน Private Tutoring จะเหมาะสำหรับนักศึกษา ป.ตรี-ป.โท ที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ต้องการเรียนเนื้อหาวิชาการเงินเฉพาะวิชา หรือ ปรึกษาเรื่อง Assignment ที่ไม่เข้าใจค่ะ ทั้งนี้อาจารย์ปิยะรับสอน แต่จะไม่รับทำการบ้านให้นะคะ ⚠️
•A: ราคาของ Corporate Workshop และ Private Sessions จะขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงและ Scope ของเนื้อหาที่ต้องการค่ะ โดยทั่วไป จะคิดราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,000 บาท / ชม. สำหรับจำนวนชั่วโมงอบรมระหว่าง 6-10 ชม.นะคะ โดยเราจะนำเสนอส่วนลดไปเพิ่มเติมให้อีกครั้งเมื่อได้ทำการสรุปเนื้อหา และ จำนวนชั่วโมงเรียนค่ะ
สามารถ ติดต่อครูพิ้ง👩🏻💼 ทาง Line Official : @Pinkschools เพื่อรับ Proposal ที่เหมาะกับความต้องการของคุณได้เลยค่ะ